มีคำถามหนึ่งที่ผมคิดอยู่เสมอเวลาต้องทำงานวิชาการในหลักสูตรอบรมต่าง ๆ ว่า จะเป็นไปได้ไหม หากงานที่พวกเราทุ่มเททำกันหลายเดือน ไม่ได้จบลงเพียงการส่งเล่มเพื่อให้ผ่านหลักสูตร แล้วถูกเก็บไว้บนชั้นหนังสือเท่านั้น และถ้างานชิ้นนั้นสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจริง มีข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานจริง และมีข้อเสนอที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เราจะสามารถพามันเดินทางออกจากห้องเรียน ไปสู่กระบวนการกำหนดนโยบายของประเทศได้หรือไม่ สำหรับผม คำถามนี้ได้รับคำตอบแล้วจากการเดินทางของผลงานวิชาการชิ้นหนึ่ง ซึ่งเริ่มต้นขึ้นใน หลักสูตรประกาศนียบัตรการกำกับดูแลและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมระดับสูง รุ่นที่ 2 (ปกส.2) ของสถาบันพระปกเกล้า จากรายงานที่เดิมตั้งใจทำเพื่อจบหลักสูตร วันนี้ผลงานชิ้นนั้นได้ผ่านกระบวนการพิจารณาของวุฒิสภา และเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีมติเห็นชอบกับรายงานและข้อเสนอแนะ พร้อมส่งต่อไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
จากห้องเรียน ปกส.2 สู่ที่ประชุมวุฒิสภา วันที่ 25 สิงหาคม 2569
จุดเริ่มต้นในห้องเรียน
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ตลอดระยะเวลาประมาณ 8 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 ถึงเดือนมีนาคม 2569 ผมได้รับโอกาสเข้าศึกษาในหลักสูตร ปกส.2 ซึ่งจัดโดยสถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับสำนักงาน กสทช.
หลักสูตรนี้มีความเข้มข้นทั้งการบรรยาย การเสวนา การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการศึกษาดูงานทั้งในและต่างประเทศ เนื้อหาครอบคลุมหลายมิติ ตั้งแต่กฎหมาย เทคโนโลยี การกำกับดูแล เศรษฐศาสตร์ สิทธิมนุษยชน ไปจนถึงกลไกทางการค้า ครอบคลุมทั้งกิจการโทรคมนาคม กิจการโทรทัศน์ และกิจการกระจายเสียง
สิ่งหนึ่งที่ทำให้การเรียนในหลักสูตรนี้มีคุณค่ามากสำหรับผม คือผู้เข้าอบรมทั้ง 120 คน ล้วนมาจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งแวดวงวิชาการ โทรคมนาคม โทรทัศน์ สื่อ กิจการกระจายเสียง หน่วยงานของรัฐ และภาคเอกชน ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเรียนจึงไม่ได้มีเพียงการรับฟังความรู้จากวิทยากร แต่เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างคนที่ทำงานอยู่กับปัญหาเหล่านี้จริง ๆ
หลายครั้ง สิ่งที่เราได้ยินในห้องเรียนจึงไม่ใช่เพียง “ทฤษฎี” แต่เป็นข้อเท็จจริงจากหน้างาน
เมื่อกลุ่ม 8 “ซีแลนเดีย” เลือกศึกษาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม
นอกจากการเรียนในชั้นเรียนแล้ว ผู้เข้าอบรมทุกคนยังต้องจัดทำผลงานวิชาการ ทั้งในรูปแบบรายบุคคลและรายกลุ่ม แต่ละกลุ่มเลือกศึกษาประเด็นสำคัญที่แตกต่างกัน ตั้งแต่กฎหมาย กิจการดาวเทียมและอวกาศ โทรคมนาคม โทรทัศน์ สื่อหลอมรวมและ OTT ไปจนถึงประเด็นใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
สำหรับผมซึ่งเป็นสมาชิก กลุ่ม 8 “ซีแลนเดีย” พวกเราเลือกศึกษาเรื่อง
“การกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมของประเทศไทย: การเปลี่ยนผ่านจากการกำกับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเชิงกายภาพสู่การกำกับเชิงระบบ”
แม้ชื่อเรื่องอาจฟังดูเป็นแนววิชาการ แต่แท้จริงแล้วคำถามพื้นฐานที่พวกเราพยายามหาคำตอบนั้นตรงไปตรงมามาก
ในวันที่ระบบโทรคมนาคมไม่ได้มีเพียงเสาสัญญาณ สายสื่อสาร หรืออุปกรณ์เครือข่ายอีกต่อไป แต่กำลังเชื่อมโยงกับ Cloud, Data Center, Platform, AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลรูปแบบใหม่ กลไกการกำกับดูแลของประเทศไทยควรปรับตัวอย่างไร
พวกเราเริ่มต้นตั้งแต่การกำหนดประเด็น วางโครงเรื่อง แบ่งหัวข้อ ศึกษาเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูล สัมภาษณ์เชิงลึก และจัด Focus Group แม้จะเป็นงานวิชาการที่ทำขึ้นภายใต้หลักสูตรอบรม แต่สมาชิกในกลุ่มทุกคนทำงานกันอย่างจริงจังในลักษณะเดียวกับงานศึกษาวิจัยเต็มรูปแบบ
ระหว่างการทำงาน เราได้มีโอกาสรับฟังข้อมูลจากผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ที่เกี่ยวข้องในหลายภาคส่วน สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายฝ่ายสะท้อนปัญหาในทิศทางเดียวกัน ทั้งอุปสรรคด้านกฎระเบียบ โครงสร้างการกำกับดูแล การใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน การลงทุน และความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต
ยิ่งรับฟังมากขึ้น เราก็ยิ่งรู้สึกว่า เรื่องนี้ไม่ควรจบลงเพียงในรายงานฉบับหนึ่ง
คำถามสำคัญ: ทำอย่างไรให้งานนี้ถูกนำไปใช้จริง
เมื่อรายงานเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง พวกเราเริ่มถามกันว่า ถ้างานชิ้นนี้มีประโยชน์จริง เราจะทำอย่างไรให้ข้อเสนอเหล่านี้เดินทางไปถึงคนที่สามารถนำไปใช้กำหนดนโยบายได้ หรือพูดอีกแบบหนึ่งก็คือ
เราจะทำอย่างไรให้งานวิชาการไม่จบลงเพียงคำว่า “ส่งงานแล้ว”
ตรงนี้เองเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องราวทั้งหมด นับเป็นความโชคดีของกลุ่มที่มี สว. ดร.ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย เป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่ม และร่วมทำงานกับพวกเรามาตั้งแต่ต้น ท่านทำให้พวกเราเห็นว่า สิ่งที่กำลังคิดอยู่นั้นมีความเป็นไปได้ โดยเสนอให้ลองต่อยอดงานผ่านกลไกของฝ่ายนิติบัญญัติ และคณะกรรมาธิการการสื่อสารและการโทรคมนาคม วุฒิสภา
ต่อมา ท่านได้นำพวกเราเข้าพบ สว. นิเวศ พันธ์เจริญวรกุล ประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสารและการโทรคมนาคม ซึ่งเห็นถึงความสำคัญของประเด็นดังกล่าวและให้การสนับสนุน จากจุดนั้น งานวิชาการของนักศึกษา ปกส.2 เริ่มเปลี่ยนสถานะ
คณะผู้จัดทำรายงานได้รับการแต่งตั้งเป็น “คณะทำงานพิจารณาศึกษาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมในประเทศไทย” ภายใต้คณะอนุกรรมาธิการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในคณะกรรมาธิการการสื่อสารและการโทรคมนาคม วุฒิสภา โดยมี สว. ดร.ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย เป็นประธานคณะทำงาน และผมได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่รองประธานคณะทำงาน
นี่คือช่วงเวลาที่ผมรู้สึกชัดเจนว่า งานชิ้นนี้กำลังเดินออกจากห้องเรียนแล้วจริง ๆ
จากรายงานนักศึกษา สู่รายงานของคณะกรรมาธิการ
แม้รายงานวิชาการที่ส่งให้สถาบันพระปกเกล้าจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการของวุฒิสภา เราไม่สามารถนำรายงานเดิมมาใช้ได้ทันที เนื้อหาทั้งหมดต้องถูกนำมาทบทวน ขยายผล และเพิ่มเติมข้อมูลให้มีความรอบด้านมากขึ้น
พวกเราจัดประชุมและเวทีรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติม เชิญหน่วยงานสำคัญทั้งระดับกระทรวง สำนักงาน กสทช. สมาคมวิชาชีพ ตลอดจนผู้ให้บริการโทรคมนาคมทั้งในและต่างประเทศมาให้ข้อมูล มุมมองหลายด้านที่เราได้รับช่วยทำให้ข้อเสนอมีความชัดเจนขึ้น ทั้งในด้านกฎหมาย การกำกับดูแล การลงทุน เทคโนโลยี และแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศในระยะยาว
จากรายงานวิชาการของ ปกส.2 จึงค่อย ๆ พัฒนากลายเป็นรายงานฉบับใหม่ในชื่อ
“รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย”
กระบวนการนี้ใช้เวลาเพิ่มเติมอีกราว 4 เดือน รายงานต้องผ่านการพิจารณาตามลำดับ ตั้งแต่ระดับคณะทำงาน คณะอนุกรรมาธิการ จนถึงคณะกรรมาธิการ ก่อนที่จะสามารถเข้าสู่วาระการพิจารณาของที่ประชุมวุฒิสภาได้ นี่ทำให้ผมได้เรียนรู้อีกเรื่องหนึ่งว่า
การเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ไม่ได้จบแค่การมีคำตอบที่ดี แต่ต้องผ่านกระบวนการรับฟัง ตรวจสอบ และสร้างความเห็นร่วมจากหลายฝ่าย
ระหว่างรอวาระ เราพยายามทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องของสาธารณะ
ช่วงเวลาที่รายงานเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา ตรงกับช่วงปิดสมัยประชุมรัฐสภาพอดี แต่แทนที่จะปล่อยให้เวลาผ่านไป พวกเราเลือกนำผลการศึกษาออกไปสื่อสารกับสาธารณะ
- การนำเสนอในเวทีวิชาการของหลักสูตร ปกส.2
- รายการ “คิดเพื่อชาติ” ทางสถานีโทรทัศน์ TNN ซึ่งผมมีโอกาสไปร่วมรายการเกี่ยวกับเรื่องนี้ถึง 2 ครั้ง
- สื่อของรัฐสภา เช่น รายการวิทยุ “กรรมาธิการพบประชาชน”
- ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ
สำหรับผม เรื่องนี้มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการทำรายงาน เพราะนโยบายสาธารณะที่ดีไม่ควรเกิดขึ้นจากการพูดคุยอยู่ในห้องประชุมเพียงอย่างเดียว
การเปิดพื้นที่ให้สังคมรับรู้ ตั้งคำถาม และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น คืออีกส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนานโยบาย
25 สิงหาคม 2569 วันที่งานจากห้องเรียนเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภา
และแล้ววันที่พวกเรารอคอยก็มาถึง วันที่ 25 สิงหาคม 2569 วันแรกของการเปิดสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่ 2 วาระเรื่องโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมได้รับการบรรจุเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา
วันนั้น ผมและเพื่อนนักศึกษา ปกส.2 กลุ่ม 8 ซีแลนเดีย นำโดย สว. ดร.ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย ได้เข้าร่วมนำเสนอผลการศึกษาต่อที่ประชุมวุฒิสภา เราได้นำเสนอที่มาของการศึกษา ปัญหาที่ค้นพบ แนวคิดในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ตลอดจนข้อเสนอแนะที่เห็นว่าสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย พร้อมกันนั้น ก็ได้ตอบข้อซักถามและรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมจากสมาชิกวุฒิสภา ก่อนที่ที่ประชุมจะมีมติว่า
“ที่ประชุมเห็นชอบด้วยกับรายงาน พร้อมทั้งข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ และมีมติให้ส่งรายงานดังกล่าวไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อไป”
สำหรับผม ประโยคนี้มีความหมายมากกว่าการที่รายงานฉบับหนึ่งได้รับความเห็นชอบ เพราะเมื่อย้อนกลับไปประมาณหนึ่งปีก่อน สิ่งที่อยู่ตรงหน้าพวกเรายังเป็นเพียงหัวข้อที่นักศึกษากลุ่มหนึ่งเลือกมาทำรายงานเพื่อจบหลักสูตรเท่านั้น
14 เดือน จากห้องเรียนสู่กระบวนการนโยบายระดับประเทศ
จากเดือนมิถุนายน 2568 ถึงเดือนสิงหาคม 2569 รวมระยะเวลาประมาณ 14 เดือน เป็น 14 เดือนของการเรียนรู้ ค้นคว้า ตั้งคำถาม สัมภาษณ์ รับฟัง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น แก้ไข ปรับปรุง และทำงานร่วมกัน
ศึกษาในหลักสูตร ปกส.2 ราว 8 เดือน จัดทำรายงานวิชาการกลุ่ม 8 ซีแลนเดีย
ทบทวน ขยายผล รับฟังความคิดเห็น และพิจารณาตามลำดับชั้นของคณะกรรมาธิการ
ที่ประชุมเห็นชอบรายงานและข้อเสนอแนะ ส่งต่อไปยังคณะรัฐมนตรี
เส้นทางของรายงานชิ้นนี้เดินทางผ่านหลายขั้นตอน
- เริ่มจากห้องเรียนของหลักสูตร ปกส.2
- เดินเข้าสู่คณะทำงาน
- ผ่านคณะอนุกรรมาธิการ
- ผ่านคณะกรรมาธิการ
- เข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภา
- ได้รับการส่งต่อไปยังคณะรัฐมนตรี
แน่นอนว่า การที่วุฒิสภามีมติเห็นชอบกับรายงานไม่ได้หมายความว่าข้อเสนอทั้งหมดจะถูกนำไปดำเนินการโดยอัตโนมัติ กระบวนการนโยบายยังมีอีกหลายขั้นตอน และผลลัพธ์ในท้ายที่สุดย่อมขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างน้อยก็พิสูจน์ให้ผมเห็นว่า
งานวิชาการสามารถเดินทางไปได้ไกลกว่าการอยู่บนชั้นหนังสือ หากโจทย์ที่ศึกษาเป็นปัญหาจริง มีข้อมูลรองรับ มีการรับฟังจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และที่สำคัญ มีคนช่วยกันผลักดันให้องค์ความรู้นั้นเข้าสู่กลไกที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
งานวิชาการไม่ควรจบลงแค่วันที่ส่งเล่ม
เมื่อมองย้อนกลับไป สิ่งที่ผมภูมิใจที่สุดอาจไม่ใช่การที่รายงานเดินทางไปถึงวุฒิสภาหรือคณะรัฐมนตรีเพียงอย่างเดียว แต่คือการได้เห็นว่า ความรู้จากห้องเรียนสามารถเชื่อมต่อกับปัญหาจริงของประเทศได้
หลายครั้งเราพูดกันว่า งานวิจัยหรืองานวิชาการของไทยจำนวนไม่น้อย “ขึ้นหิ้ง” เพราะเมื่อทำเสร็จแล้วก็ไม่มีใครนำไปใช้ ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้ผมคิดว่า บางทีปัญหาอาจไม่ได้อยู่เพียงที่คุณภาพของงาน แต่อยู่ที่ว่า หลังจากงานเสร็จแล้ว เรามีกลไกพามันเดินทางต่อหรือไม่
จาก “องค์ความรู้” ไปสู่ “ข้อเสนอ” จาก “ข้อเสนอ” ไปสู่ “กระบวนการนโยบาย” และจาก “กระบวนการนโยบาย” ไปสู่ “การลงมือทำ” แต่ละขั้นต้องการคน ต้องการกลไก และต้องการความร่วมมือจากหลายฝ่าย
สำหรับผม เรื่องราวของกลุ่ม 8 ซีแลนเดีย จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของรายงานหนึ่งเล่ม แต่เป็นตัวอย่างเล็ก ๆ ที่ทำให้เห็นว่า งานวิชาการที่เริ่มต้นจากห้องเรียน หากเรากล้าคิดให้ไกลกว่าโจทย์ที่ได้รับ กล้าลงมือทำต่อ และสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้เข้ากับกลไกของประเทศได้ ก็มีโอกาสพัฒนาไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สร้างประโยชน์ต่อสังคมได้จริง
และนี่คือเหตุผลที่ผมอยากบันทึกเรื่องราวนี้เอาไว้ ไม่ใช่เพียงเพื่อบันทึกความสำเร็จของพวกเรา แต่เพื่อเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า งานวิชาการไม่จำเป็นต้องจบลงในวันที่เราส่งเล่ม บางครั้ง วันส่งเล่มอาจเป็นเพียงวันแรกของการเดินทางเท่านั้น
ขอบคุณผู้ร่วมเดินทาง
ความสำเร็จของงานชิ้นนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากคนใดคนหนึ่ง ผมขอขอบพระคุณ
- สว. นิเวศ พันธ์เจริญวรกุล
- สว. วุฒิชาติ กัลยาณมิตร
- สว. ดร.ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย
- สว. สุทนต์ กล้าการขาย
- สว. ธัชชญาณ์ณัช เจียรธนัทกานนท์
- สว. นาวาตรี วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ
- สว. พิชาญ พรศิริประทาน
- สว. อัครวินท์ ขำขุด
ที่ให้คำแนะนำ สนับสนุน และช่วยผลักดันการศึกษาครั้งนี้ รวมถึงพี่ ๆ เพื่อน ๆ กลุ่ม 8 ซีแลนเดีย ปกส.2 ทุกคน โดยเฉพาะ พี่อ๋อง พรชัย จีตนิยม และพี่หนุ่ม วิรุฬ รัตนปริคณน์ ตลอดจนทีมเลขานุการคณะทำงานจากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ที่ช่วยกันทำงานและเดินเคียงบ่าเคียงไหล่มาตลอดเส้นทาง
จากหัวข้องานวิชาการเล็ก ๆ ในห้องเรียน จนถึงวันที่เรื่องนี้ถูกนำเสนอในที่ประชุมวุฒิสภา เป็นอีกหนึ่งการเดินทางที่ผมคงจดจำไปอีกนานครับ