บันทึกจากการชี้แจงรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง “แนวทางการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย” ต่อที่ประชุมวุฒิสภา เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 โดย สืบศักดิ์ สืบภักดี รองประธานคณะทำงานศึกษาการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมฯ
โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมอาจดูเหมือนเป็นเรื่องทางเทคนิค แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งนี้คือหนึ่งในรากฐานสำคัญของความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ผมมีโอกาสชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภา ในส่วนหนึ่งของ รายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง “แนวทางการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย” ซึ่งคณะทำงานได้ศึกษาทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เทคโนโลยี กฎระเบียบ และปัจจัยเชิงนโยบายที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะต่อไป
ประเทศไทยจะเตรียมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมอย่างไร เพื่อไม่เพียง “ตามให้ทัน” เทคโนโลยี แต่สามารถใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นเป็นฐานในการสร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคตได้อย่างแท้จริง


การชี้แจงรายงานการพิจารณาศึกษาต่อที่ประชุมวุฒิสภา วันที่ 25 สิงหาคม 2569
คลื่นความถี่ไม่ใช่เพียงทรัพยากรโทรคมนาคม แต่คือ Soft Infrastructure ของประเทศ
ประเด็นแรกที่ผมให้ความสำคัญคือ คลื่นความถี่ หรือ Spectrum
หากมองระบบเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ คลื่นความถี่ก็คือหนึ่งใน Soft Infrastructure ที่มีความสำคัญไม่แพ้เสาสัญญาณ ใยแก้วนำแสง Data Center หรือระบบ Cloud
ประเทศไทยมีแผนและ Roadmap ในการนำคลื่นความถี่ออกมาใช้งานอยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติยังมีคลื่นบางย่านที่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ
ในช่วงเวลาที่คลื่นความถี่ยังไม่ถูกนำมาใช้ ประเทศไม่ได้สูญเสียเพียงรายได้หรือโอกาสของผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังหมายถึง ต้นทุนค่าเสียโอกาสของระบบเศรษฐกิจและของประชาชนผู้ใช้บริการด้วย
การจัดสรรคลื่นจึงไม่ควรถูกมองเพียงในมิติของ “การประมูลคลื่น” แต่ต้องมองไปถึงภาพใหญ่กว่า นั่นคือ
เราจะจัดเตรียมทรัพยากรคลื่นความถี่ให้ทันกับวิวัฒนาการของเทคโนโลยีได้อย่างไร


การวางแผน Spectrum ต้องทำก่อนเทคโนโลยีจะมาถึง
การพัฒนาเครือข่ายโทรคมนาคมไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน เมื่อมีการกำหนดหรือจัดสรรคลื่นความถี่แล้ว ผู้ประกอบการยังต้องใช้เวลาในการลงทุน ออกแบบเครือข่าย จัดหาอุปกรณ์ ติดตั้งระบบ และพัฒนาบริการก่อนที่จะสามารถให้บริการเชิงพาณิชย์แก่ประชาชนได้อย่างเต็มรูปแบบ
ดังนั้น การวางแผนคลื่นความถี่จึงจำเป็นต้องเกิดขึ้น ล่วงหน้ากว่าการมาถึงของเทคโนโลยี
แม้วันนี้ประเทศไทยจะมีบริการ 5G แล้ว แต่โลกไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เทคโนโลยีกำลังเดินหน้าสู่ 5G-Advanced หรือ 5.5G และในระยะต่อไปคือ 6G เครือข่ายยุคใหม่ต้องรองรับ
- อัตราการส่งข้อมูลที่สูงขึ้น
- จำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อมากขึ้น
- การประมวลผลแบบ Real-time
- บริการใหม่ที่เกิดจาก AI, IoT, Autonomous Systems และบริการดิจิทัลประเภทต่าง ๆ
สิ่งเหล่านี้ล้วนเพิ่มความต้องการใช้ทรัพยากรคลื่นความถี่
หากการจัดเตรียม Spectrum ล่าช้ากว่าวงจรของเทคโนโลยี ประเทศก็อาจกลับไปเผชิญกับสถานการณ์เดิม คือมีเทคโนโลยีพร้อม มีความต้องการจากตลาดพร้อม แต่ไม่มีทรัพยากรโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอให้สามารถนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาใช้งานได้ในเวลาที่เหมาะสม
ประเทศไทยจำเป็นต้องมี Spectrum Roadmap ที่ชัดเจนและมองไปข้างหน้า ไม่ใช่รอให้เกิดความต้องการก่อนแล้วจึงเริ่มวางแผน


จากเครือข่ายโทรคมนาคม สู่ Data Center และ AI Infrastructure
อีกประเด็นหนึ่งที่คณะทำงานให้ความสำคัญคือ Data Center
ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับความสนใจด้านการลงทุน Data Center เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก และสิ่งนี้สะท้อนว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกำลังเปลี่ยนสถานะจาก “ระบบสนับสนุน” ไปสู่การเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานหลักของระบบเศรษฐกิจ
เพราะในโลกยุคปัจจุบัน Data Center ไม่ได้รองรับเพียงเว็บไซต์หรือบริการ Cloud เท่านั้น แต่กำลังรองรับทั้ง


จากข้อมูลที่คณะทำงานนำมาพิจารณา มีโครงการ Data Center ขอรับการส่งเสริมการลงทุนเป็นจำนวนมาก มูลค่าการลงทุนรวมอยู่ในระดับ หลายแสนล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังอยู่ท่ามกลางโอกาสสำคัญของการดึงดูดการลงทุนด้าน Digital Infrastructure
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการลงทุนเพียงอย่างเดียวไม่ควรเป็นเป้าหมายสุดท้าย คำถามสำคัญกว่าคือ
ประเทศไทยจะทำอย่างไรให้การเข้ามาของ Data Center สร้างประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจไทยได้สูงที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแรงงานทักษะสูง การสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ การสนับสนุนอุตสาหกรรมดิจิทัล การเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย การสร้างบริการ Cloud และ AI ภายในประเทศ รวมถึงการใช้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย
นี่จึงเป็นความท้าทายด้านนโยบายที่สำคัญไม่แพ้การดึงดูดเงินลงทุน
Data Center ต้องมาพร้อม “ระบบนิเวศ”
แนวโน้มการใช้ AI และ Cloud Computing ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการ Data Center มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว ประเทศไทยจึงมีโอกาสที่จะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของการลงทุน Data Center ในภูมิภาค
แต่หากต้องการให้โอกาสดังกล่าวเกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างแท้จริง เราไม่ควรมอง Data Center เป็นเพียง “อาคารที่มี Server จำนวนมาก” แต่ต้องมองเป็น ระบบนิเวศของ Digital Infrastructure ตั้งแต่
เมื่อ AI กำลังเพิ่มความต้องการ Computing Infrastructure อย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจำเป็นต้องคิดไปไกลกว่าการเป็นเพียงสถานที่ตั้ง Data Center และมองไปสู่การเป็น AI-ready Infrastructure Hub ของภูมิภาค


ถึงเวลาของยุทธศาสตร์ Digital Infrastructure ระดับประเทศ
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญของผลการศึกษาคือ ประเทศไทยควรมี ยุทธศาสตร์ด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในภาพรวม
ปัจจุบันเรามีนโยบายและแผนพัฒนาในหลายเรื่อง แต่หลายส่วนยังถูกกำหนดแยกออกจากกัน เช่น Spectrum, Wireless Communication, Fiber Infrastructure, Submarine Cable, Satellite, Cloud Infrastructure และ Data Center
ในความเป็นจริงแล้ว โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ไม่ได้ทำงานแยกจากกัน ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลหนึ่งระบบต้องอาศัยองค์ประกอบทั้งหมดทำงานเชื่อมต่อกัน
ประเทศไทยจึงควรมียุทธศาสตร์กลางระดับประเทศ ที่กำหนดทิศทางของ Digital Infrastructure เหล่านี้ให้เชื่อมโยงเป็นภาพเดียวกัน


6 ประเด็นที่ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการ
จากผลการศึกษาของคณะทำงาน ผมได้สรุปประเด็นท้าทายและแนวทางสำคัญไว้ 6 ด้าน
- จัดทำยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับประเทศเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม Cloud, Data Center, Submarine Cable, Satellite และ Spectrum เข้าด้วยกัน เพื่อให้การลงทุนและนโยบายเดินไปในทิศทางเดียวกัน
- ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทั้งแบบมีสายและไร้สายประเทศไทยเคยเผชิญความล่าช้าในการนำเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่บางยุคมาใช้งาน แต่ในยุค 4G และ 5G ประเทศไทยสามารถพัฒนาโครงข่ายได้อย่างรวดเร็ว สิ่งที่ควรทำต่อไปคือรักษาความสามารถดังกล่าว และเตรียมพร้อมสำหรับ 5G-Advanced และ 6G
- ผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลาง Data Center และ Cloud Infrastructureการขยายตัวของ AI คือโอกาสครั้งสำคัญ ประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้ในการยกระดับจากการเป็นเพียงตลาดผู้ใช้ Cloud ไปสู่การเป็นฐานของ Computing Infrastructure ในภูมิภาค
- เร่งการจัดสรรคลื่นความถี่ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีเทคโนโลยีและความต้องการของผู้ใช้บริการเดินหน้าอย่างรวดเร็ว หากกระบวนการบริหารและจัดสรรคลื่นความถี่เดินตามหลัง ก็จะกลายเป็นคอขวดของการพัฒนาประเทศ Spectrum Roadmap จึงต้องมองล่วงหน้าและสอดคล้องกับ Technology Roadmap
- ส่งเสริม Infrastructure Sharingโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมจำนวนไม่น้อยมีการลงทุนซ้ำซ้อน แนวคิด Infrastructure Sharing ช่วยลดต้นทุน ลดการลงทุนซ้ำซ้อน และทำให้การขยายโครงข่ายมีประสิทธิภาพมากขึ้น คณะทำงานประเมินว่าหากผลักดันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะลดภาระการลงทุนได้ในระดับหลายหมื่นล้านบาท สิ่งสำคัญคือต้องทำให้แนวคิดที่มีอยู่ในนโยบายหรือเงื่อนไขใบอนุญาตเกิดขึ้นได้จริงในทางปฏิบัติ
- ปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบให้ทันเทคโนโลยีกฎหมายและกรอบกำกับดูแลในหลายเรื่องถูกออกแบบขึ้นในยุคที่เทคโนโลยียังแตกต่างจากปัจจุบันอย่างมาก เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วขึ้น กฎระเบียบก็ต้องปรับตัวได้เร็วเพียงพอ โดยยังรักษาสมดุลระหว่างการแข่งขัน การคุ้มครองผู้บริโภค ความมั่นคง และการส่งเสริมนวัตกรรม


Roadmap 10 ปี: จากการเตรียมพร้อมสู่ระบบนิเวศดิจิทัล
ผลการศึกษายังได้เสนอ Roadmap การดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ
จัดทำ Roadmap และยุทธศาสตร์ระดับประเทศ เร่งเตรียมความพร้อมด้าน Spectrum และกรอบกำกับดูแล เพื่อรองรับเทคโนโลยีที่จะเข้ามาในระยะใกล้
ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม Infrastructure Sharing, Data Center, Cloud และ AI Infrastructure เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ไม่หยุดอยู่เพียงการมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี แต่พัฒนาไปสู่ Ecosystem ที่เอื้อให้เกิดเทคโนโลยี ธุรกิจ และนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นภายในประเทศ


โครงสร้างพื้นฐาน คือการตัดสินใจเพื่ออนาคต
สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นชัดเจนจากการทำงานในเรื่องนี้คือ นโยบายโครงสร้างพื้นฐานเป็นเรื่องที่ต้องคิดล่วงหน้าเสมอ
- หากรอให้ประชาชนต้องการใช้เทคโนโลยีแล้วจึงเริ่มสร้างเครือข่าย เราก็ช้าไปแล้ว
- หากรอให้ 6G มาถึงแล้วจึงเริ่มคิดเรื่อง Spectrum เราก็ช้าไปแล้ว
- หากรอให้ Data Center และ AI Infrastructure เข้ามาลงทุนเต็มรูปแบบก่อน แล้วจึงเริ่มคิดว่าจะสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างไร เราก็อาจพลาดโอกาสสำคัญเช่นกัน
ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำในวันนี้คือการมอง Digital Infrastructure ไม่ใช่แค่ในฐานะ “โครงข่ายโทรคมนาคม” แต่ต้องมองว่าเป็น
โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศในศตวรรษที่ 21
และนี่คือหัวใจสำคัญของข้อเสนอจากการศึกษาครั้งนี้ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ดีไม่ใช่เพียงทำให้อินเทอร์เน็ตเร็วขึ้น หรือทำให้มีเทคโนโลยีใหม่ใช้งานเร็วขึ้นเท่านั้น แต่คือ การสร้าง Platform ของประเทศ ที่จะเปิดโอกาสให้ธุรกิจ นวัตกรรม การลงทุน และเศรษฐกิจรูปแบบใหม่สามารถเติบโตขึ้นได้ในอนาคต

