ประเทศไทยมีดาวเทียมสื่อสารของตนเองมานานกว่า 30 ปี มีหน่วยงานที่ทำงานด้านเทคโนโลยีอวกาศ มีบุคลากร มีภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง และในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีอวกาศก็เริ่มเข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันและเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ประเทศไทยยังขาด คือ "กฎหมายเฉพาะ" ที่วางกรอบกิจการอวกาศของประเทศอย่างครอบคลุม

กฎหมายอวกาศต้องทำให้ทุกฝ่ายเห็นภาพเดียวกัน

สำหรับผม ประเด็นสำคัญของการขับเคลื่อนกฎหมายกิจการอวกาศ คือการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านการกำหนดนโยบาย การกำกับดูแล การพัฒนาเทคโนโลยี การส่งเสริมอุตสาหกรรม และความมั่นคงของประเทศ

เพราะกิจการอวกาศในปัจจุบันไม่ได้อยู่ภายใต้ขอบเขตของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ดาวเทียมหนึ่งดวงอาจเกี่ยวข้องกับการใช้คลื่นความถี่ การสื่อสารโทรคมนาคม การสำรวจโลก การจัดการภัยพิบัติ ความมั่นคง การวิจัย รวมไปถึงการให้บริการเชิงพาณิชย์ระหว่างประเทศ

กฎหมายที่ดีควรทำหน้าที่เป็น "กรอบกลาง" ที่ทำให้ทุกฝ่ายเห็นบทบาทของตนเองชัดเจน และสามารถทำงานเชื่อมโยงกันได้โดยไม่เกิดความซ้ำซ้อน


ความมั่นคงกับการพัฒนาเทคโนโลยีต้องเดินไปด้วยกัน

เทคโนโลยีอวกาศจำนวนมากในปัจจุบันเป็นเทคโนโลยีแบบ Dual-use กล่าวคือ สามารถใช้งานได้ทั้งในภาคพลเรือนและด้านความมั่นคง ระบบดาวเทียมสามารถใช้ในการสื่อสาร ใช้ติดตามทรัพยากรธรรมชาติ ใช้ประเมินสถานการณ์ภัยพิบัติ และสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงได้ในเวลาเดียวกัน

ดังนั้น การกำหนดนโยบายอวกาศไม่ควรมองความมั่นคงกับการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นสองเรื่องที่ขัดแย้งกัน สิ่งที่เราต้องทำคือสร้างสมดุลระหว่างการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ กับการเปิดพื้นที่ให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยี การลงทุน และนวัตกรรม

กฎหมายที่มีความชัดเจนกลับจะช่วยงานด้านความมั่นคงด้วยซ้ำ เพราะทำให้หน่วยงานสามารถกำหนดขอบเขตการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศและทำงานร่วมกับภาคพลเรือนได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น


ต้องหาข้อสรุปเรื่องบทบาทของหน่วยงานให้ชัดเจน

หนึ่งในประเด็นที่ยังต้องเร่งหาข้อสรุปคือ การแบ่งบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงดิจิทัลฯ, กสทช. หรือ GISTDA ต่างก็มีภารกิจที่เกี่ยวข้องกับกิจการอวกาศในคนละมิติ สิ่งที่จำเป็นคือการกำหนดให้ชัดเจนว่า

  • ใครทำหน้าที่กำหนดนโยบาย
  • ใครทำหน้าที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี
  • ใครทำหน้าที่อนุญาต
  • และใครทำหน้าที่กำกับดูแลในแต่ละกิจกรรม

หากขอบเขตเหล่านี้ไม่ชัดเจน ผู้ประกอบการอาจต้องเผชิญกับขั้นตอนการอนุญาตหลายชั้น และความไม่แน่นอนทางกฎระเบียบย่อมส่งผลต่อการวางแผนลงทุน


กฎหมายอวกาศต้องเชื่อมต่อกับกติกาที่มีอยู่

ในส่วนของกิจการสื่อสารผ่านดาวเทียม ประเทศไทยมีหลักเกณฑ์ภายใต้อำนาจของ กสทช. อยู่แล้ว รวมถึงประกาศที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการสื่อสารภาคอวกาศ ดังนั้น การออก พ.ร.บ. กิจการอวกาศจึงไม่ควรสร้างระบบกำกับดูแลขึ้นมาใหม่โดยไม่เชื่อมโยงกับกติกาที่มีอยู่เดิม

กฎหมายกิจการอวกาศควรทำหน้าที่วางกรอบภาพรวมของประเทศ ขณะที่การกำกับกิจการสื่อสาร การใช้คลื่นความถี่ หรือบริการโทรคมนาคม ยังคงดำเนินการภายใต้กฎหมายและอำนาจของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง

หากทำได้ จะช่วยลดความซ้ำซ้อน สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการและนักลงทุน


ก่อนสร้างดาวเทียมใหม่ ต้องถามก่อนว่า "เราต้องการใช้อะไร"

ก่อนจะเริ่มต้นโครงการใหม่ ผมคิดว่าเราควรเริ่มจากคำถามพื้นฐานว่า ประเทศไทยต้องการข้อมูลหรือบริการอะไรจากดาวเทียม จากนั้นจึงพิจารณาว่า ขีดความสามารถที่มีอยู่ตอบโจทย์ได้มากน้อยเพียงใด

ประเทศไทยมีดาวเทียม THEOS-2 ซึ่งเป็นระบบดาวเทียมสำรวจโลกที่มีขีดความสามารถสูง สามารถให้ข้อมูลภาพถ่ายรายละเอียดสูง และนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายภารกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจทรัพยากร การวางแผนพื้นที่ หรือการติดตามภัยพิบัติ

ความสำเร็จของโครงการอวกาศไม่ได้อยู่ที่จำนวนดาวเทียมที่เรามี แต่อยู่ที่ว่าเราสามารถนำข้อมูลและบริการจากอวกาศมาแก้ปัญหาให้ประเทศได้มากน้อยเพียงใด


สิ่งที่สำคัญกว่ากฎหมาย คือการสร้าง Space Ecosystem

ผมสนับสนุนการผลักดันพระราชบัญญัติกิจการอวกาศ แต่ในขณะเดียวกัน เราต้องระวังไม่ให้การอภิปรายไปจบอยู่เพียงคำถามว่า "จะมีกฎหมายเมื่อไร" เพราะสิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือการสร้าง ระบบนิเวศกิจการอวกาศ (Space Ecosystem) ให้เกิดขึ้นจริง

  • ทำให้มหาวิทยาลัยสามารถผลิตคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม
  • ทำให้ Startup มีโอกาสทดลอง พัฒนา และเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน
  • ทำให้หน่วยงานภาครัฐกลายเป็นผู้ใช้ข้อมูลและบริการจากอวกาศอย่างจริงจัง
  • เปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนสามารถพัฒนาธุรกิจและบริการใหม่ ๆ ได้

เมื่อมี Demand ที่ชัดเจน อุตสาหกรรมจึงจะเติบโตได้อย่างยั่งยืน


นโยบายอวกาศต้องมองไกลกว่าหนึ่งโครงการหรือหนึ่งรัฐบาล

เราควรกำหนดเป้าหมายระยะยาวว่า ในอีก 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี ประเทศไทยต้องการอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่อุตสาหกรรมอวกาศ คำถามสำคัญคือ

  • เราต้องการเป็นเพียงผู้ซื้อเทคโนโลยี หรือจะเป็นผู้พัฒนาบางส่วนของเทคโนโลยีเอง
  • เราต้องการเพียงใช้ข้อมูลจากดาวเทียม หรือจะสร้างผู้ประกอบการไทยที่พัฒนาบริการขายในตลาดต่างประเทศ

คำถามเหล่านี้ต้องมีคำตอบในระดับนโยบาย และต้องมีทั้งงบประมาณ มาตรการสนับสนุน และกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาเดินไปในทิศทางเดียวกัน

บทสรุป

การพัฒนากฎหมาย การสร้างระบบกำกับดูแล และการสร้าง Space Ecosystem สามารถและควรเดินไปพร้อมกัน ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของนโยบายอวกาศไทยไม่ควรวัดจากจำนวนกฎหมายหรือจำนวนดาวเทียม

แต่ควรวัดจากว่า คนไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีได้มากขึ้นหรือไม่ ผู้ประกอบการไทยสามารถสร้างธุรกิจและมูลค่าทางเศรษฐกิจได้หรือไม่ และประเทศไทยสามารถนำเทคโนโลยีจากอวกาศมาแก้ปัญหา พัฒนาเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้จริงเพียงใด

สำหรับผม นี่ต่างหากคือเป้าหมายที่แท้จริงของการพัฒนากิจการอวกาศของประเทศไทย

แชร์บทความนี้
กลับไปหน้า Blog