Home / Works / Smart City

Smart City ต้องเริ่มที่คน
บทบาทของเทคโนโลยีการสื่อสารกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ

รายการ "คิดเพื่อชาติ" ตอน "บทบาทของเทคโนโลยีการสื่อสารกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart Communication for Smart City)" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อค้นพบจากการศึกษาของผู้เข้าอบรมหลักสูตร ปกส. รุ่นที่ 2 สถาบันพระปกเกล้า ออกอากาศทาง TNN2 เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569

ผู้ร่วมรายการ
จิตติ กลิ่นประภัศร
ผู้อำนวยการสำนักงานผู้อำนวยการใหญ่ (พัฒนาธุรกิจ) บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด
ผู้ร่วมรายการ
รศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต
อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรทัศน์และวิทยุ กสทช.
ดำเนินรายการโดย
สืบศักดิ์ สืบภักดี
ผู้ดำเนินรายการ

เมืองอัจฉริยะไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะมีเทคโนโลยีอัจฉริยะ แต่ต้องทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจริง

เทคโนโลยีการสื่อสารถูกเปรียบเป็น "ระบบประสาทและเส้นเลือด" ที่เชื่อมเซนเซอร์ ข้อมูล ระบบประมวลผล และบริการต่าง ๆ ของเมืองเข้าด้วยกัน แต่ปลายทางที่แท้จริงของ Smart City ต้นตอของความ Smart ต้องย้อนกลับมาที่ "คน" เสมอ

รายการคิดเพื่อชาติ ตอน Smart Communication for Smart City ทาง TNN
บรรยากาศการสนทนาเรื่องเมืองอัจฉริยะในรายการคิดเพื่อชาติ

รายการ "คิดเพื่อชาติ" ทาง TNN กับบทสนทนาเรื่องบทบาทของเทคโนโลยีการสื่อสารกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ


Smart City ไม่เท่ากับการติดเทคโนโลยีให้เต็มเมือง

ภาพของ Smart City ที่เราคุ้นเคยคือระบบ AI ช่วยบริหารสัญญาณไฟจราจรตามปริมาณรถ ไฟถนนที่เปิดเฉพาะเมื่อจำเป็น การบริหารพลังงาน รวมถึงระบบขนส่งและบริการสาธารณะที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย แต่การมีอุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้ทำให้เมืองกลายเป็น Smart City โดยอัตโนมัติ

คุณจิตติย้ำว่าเทคโนโลยีเป็นเพียง "องค์ประกอบหนึ่ง" เท่านั้น หากหน่วยงานติดตั้งเทคโนโลยีจำนวนมากเพื่อให้ผ่านตัวชี้วัด แต่ประชาชนไม่รับรู้ ไม่ได้ใช้ หรือไม่ได้รับประโยชน์ เมืองนั้นก็ยังไม่อาจถือว่าประสบความสำเร็จในความหมายของ Smart City

คำถามแบบเดิม

"เมืองนี้มีเทคโนโลยีอะไรบ้าง"

คำถามที่ควรถาม

"เทคโนโลยีเหล่านั้นทำให้ชีวิตของคนในเมืองดีขึ้นหรือไม่"


Communication Infrastructure คือระบบประสาทของเมือง

Smart City ต้องอาศัยเซนเซอร์และอุปกรณ์ IoT จำนวนมากเพื่อรับรู้สภาพแวดล้อม ทั้งการจราจร พลังงาน ความปลอดภัย และสภาพของระบบสาธารณูปโภค ข้อมูลเหล่านี้ต้องถูกส่งต่อไปยังระบบประมวลผลเพื่อวิเคราะห์และตัดสินใจ คุณจิตติเปรียบเทียบไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

Sensor
ระบบประสาทสัมผัส ที่รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในเมือง
Network
โครงข่ายและคลื่นความถี่ คือเส้นเลือดที่นำข้อมูลไปสู่สมอง
Brain
ระบบประมวลผล ที่วิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจ

นี่คือเหตุผลที่ระบบโทรคมนาคม คลื่นความถี่ 5G, Wi-Fi, IoT และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เป็นรากฐานของ Smart City เมื่อจำนวนอุปกรณ์เพิ่มขึ้น การบริหารคลื่นความถี่และการออกแบบระบบสื่อสารต้องดีพอที่จะป้องกันการรบกวน และทำให้ทุกระบบทำงานร่วมกันได้

จิตติ กลิ่นประภัศร ผู้ร่วมรายการคิดเพื่อชาติ
รศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต ผู้ร่วมรายการคิดเพื่อชาติ

คุณจิตติ กลิ่นประภัศร และ รศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต ผู้ร่วมรายการ


Smart City ต้องมาพร้อมกับ Smart People

เทคโนโลยีจะ Smart แค่ไหนก็ไม่มีความหมาย หากคนที่ใช้มันไม่ Smart ไปด้วย เมืองอัจฉริยะมีได้หลายมิติ ทั้ง Smart Energy, Smart Mobility และบริการอัจฉริยะอีกนับไม่ถ้วน แต่ไม่ว่าจะมีกี่มิติ คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองจริง ๆ ก็คือประชาชน คำถามที่ทุกเทคโนโลยีต้องตอบให้ได้จึงไม่ใช่ว่ามันล้ำแค่ไหน แต่คือมันช่วยให้ชีวิตคนดีขึ้น และช่วยให้คนเติบโตขึ้นได้มากเพียงใด

โจทย์นี้ยิ่งยากขึ้นในวันที่ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลพัฒนาแบบก้าวกระโดด ขณะที่ความสามารถในการปรับตัวและการรู้เท่าทันเทคโนโลยีของคนเดินตามไม่ทัน ช่องว่างนี้จะยิ่งกว้างขึ้นเรื่อย ๆ หากเราไม่ลงทุนกับคนควบคู่ไปกับการลงทุนในเทคโนโลยี และการลงทุนกับคนที่ว่านี้ เริ่มต้นได้จากสามเรื่อง

  • Digital Literacy — ความสามารถในการใช้และเข้าใจเทคโนโลยีดิจิทัลในชีวิตประจำวัน
  • AI Literacy — การรู้เท่าทัน AI ทั้งศักยภาพ ข้อจำกัด และความเสี่ยง
  • การเรียนรู้ตลอดชีวิต — เพื่อให้คนปรับตัวได้ทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

เป้าหมายไม่ควรเป็นการแข่งขันระหว่าง "คนกับเทคโนโลยี" แต่เป็นการสร้างความสามารถให้คนอยู่ร่วมกับเทคโนโลยี และนำเทคโนโลยีไปใช้สร้างประโยชน์สูงสุด


Data คือหัวใจอีกดวงของเมืองอัจฉริยะ

เมื่อ Smart City ใช้เซนเซอร์และบริการดิจิทัลจำนวนมาก สิ่งที่ตามมาคือข้อมูลมหาศาล แต่ประเทศไทยยังเผชิญปัญหา Data Silo หรือข้อมูลที่กระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆ และไม่สามารถแลกเปลี่ยนหรือใช้ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อุปสรรคไม่ได้มีเพียงด้านเทคนิค แต่รวมถึงความเป็นเจ้าของข้อมูลและความรับผิดชอบ เช่น หากหน่วยงานหนึ่งฝากข้อมูลไว้กับอีกหน่วยงาน แล้วข้อมูลถูกโจรกรรม ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ คำถามเหล่านี้ต้องการ Governance ที่ชัดเจน

🗂️ Data Governance Ownership

กติกาที่ชัดเจนว่าใครเป็นเจ้าของข้อมูล ใครเข้าถึงได้ และใครรับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหา เพื่อให้หน่วยงานกล้าแบ่งปันข้อมูลกัน

🛡️ Cybersecurity Protection

ยิ่งเมืองเชื่อมต่อกันมากเท่าไร ช่องโหว่ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์จึงต้องถูกออกแบบไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เติมทีหลัง

🔒 Privacy Trust

การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลคือรากฐานของความไว้วางใจ หากประชาชนไม่เชื่อมั่น บริการอัจฉริยะก็ยากจะถูกใช้งานจริง

🔗 Data Sharing Break Silo

การทลาย Data Silo ให้ข้อมูลไหลข้ามหน่วยงานได้อย่างปลอดภัย คือเงื่อนไขที่ทำให้ข้อมูลของเมืองกลายเป็นคุณค่า

Smart City ไม่สามารถสร้างขึ้นด้วยการติด Sensor และสร้าง Application เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมี Data Governance + Cybersecurity + Privacy ควบคู่กันไป

บรรยากาศรายการคิดเพื่อชาติในช่วงสนทนาเรื่องข้อมูลและการกำกับดูแลของเมืองอัจฉริยะ

ข้อมูลคือหัวใจของเมืองอัจฉริยะ แต่ต้องมาพร้อมกับ Governance ความมั่นคงปลอดภัย และการคุ้มครองความเป็นส่วนตัว


จาก Regulator สู่ Orchestrator: แนวคิด "Smart NBTC"

ข้อเสนอเชิงนโยบายที่น่าสนใจมากของรายการ คือการตั้งคำถามถึงบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแลในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในกรณีของ กสทช. บทบาทแบบเดิมมักเน้นการอนุญาต การจัดสรรคลื่นความถี่ และการกำกับดูแล แต่การขับเคลื่อน Smart City อาจต้องการมากกว่านั้น

บทบาทเดิม
Regulator

ผู้อนุญาตและกำกับดูแล

เน้นการออกใบอนุญาต การจัดสรรคลื่นความถี่ และการกำกับให้เป็นไปตามกติกา ซึ่งยังจำเป็น แต่ไม่เพียงพอสำหรับระบบนิเวศที่ซับซ้อนขึ้น

บทบาทใหม่
Orchestrator

ผู้ประสานระบบนิเวศ

ช่วยประสาน จัดสรร ส่งเสริม และทำให้ระบบนิเวศทำงานร่วมกันได้ ซึ่งรายงานการศึกษาเรียกแนวคิดนี้ว่า "Smart NBTC"

เหตุผลคือ Smart City ไม่ได้อยู่ในอำนาจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ทั้งโทรคมนาคม การคมนาคม พลังงาน ความปลอดภัย การศึกษา และแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างเกี่ยวข้องกัน การกำกับดูแลในอนาคตจึงต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐ เอกชน และภาคสังคมมากขึ้น


อุปสรรคและเครื่องมือ: Vendor Lock-in กับ Private 5G

ระบบของแต่ละหน่วยงานถูกพัฒนาขึ้นต่างช่วงเวลา ใช้เทคโนโลยี ฐานข้อมูล และผู้ให้บริการคนละราย เมื่อถึงวันที่ต้องเชื่อมโยงข้อมูลหรือทำงานร่วมกัน กลับต้องใช้งบประมาณสูงมาก ขณะเดียวกันก็มีเครื่องมือใหม่ที่อาจช่วยให้แต่ละเมืองออกแบบระบบสื่อสารได้เหมาะกับตัวเองมากขึ้น

อุปสรรค — Vendor Lock-in

หากปล่อยให้แต่ละเมืองหรือแต่ละหน่วยงานสร้างระบบของตัวเองทั้งหมด การรวมระบบในอนาคตจะยากและมีต้นทุนสูง จึงจำเป็นต้องมีมาตรฐานกลางและ Interoperability ตั้งแต่ต้น

เครื่องมือ — Private 5G

ตัวอย่างจากต่างประเทศเปิดโอกาสให้พื้นที่หรือเขตต่าง ๆ พัฒนา Private 5G เพื่อรองรับบริการเฉพาะพื้นที่ ทำให้แต่ละเมืองมีระบบสื่อสารที่เหมาะกับการใช้งานของตนเอง

ประเด็นนี้สะท้อนว่า นโยบายคลื่นความถี่ในอนาคตอาจไม่ได้มองเฉพาะการจัดสรรคลื่นให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือระดับประเทศ แต่ต้องพิจารณาการใช้งานในระดับพื้นที่ อุตสาหกรรม และเมืองด้วย

บรรยากาศรายการคิดเพื่อชาติในช่วงสนทนาเรื่องการกำกับดูแลและคลื่นความถี่

อีกช่วงหนึ่งของการสนทนาในรายการ "คิดเพื่อชาติ" ว่าด้วยบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแลและนโยบายคลื่นความถี่เพื่อเมืองอัจฉริยะ


วัดความสำเร็จจาก "คุณค่าที่ประชาชนได้รับ"

ช่วงท้ายของรายการสรุปไว้อย่างชัดเจนว่า แม้ประเทศไทยจะมี Smart City ครบทุกจังหวัด ก็ไม่ได้หมายความว่าเราประสบความสำเร็จ หากประชาชนไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นจากความ "Smart" นั้น คุณจิตติสรุปเงื่อนไขสำคัญไว้สั้น ๆ 4 ประการ

โครงข่ายต้องเข้มแข็ง กฎหมายต้องยืดหยุ่น การลงทุนต้องคุ้มค่า และคุณค่าต้องโดนใจประชาชน

จิตติ กลิ่นประภัศร · ผู้อำนวยการสำนักงานผู้อำนวยการใหญ่ (พัฒนาธุรกิจ) บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด

01 — โครงข่ายต้องเข้มแข็ง

โครงสร้างพื้นฐานการสื่อสารต้องรองรับอุปกรณ์จำนวนมาก ทำงานร่วมกันได้ และไม่รบกวนกัน

02 — กฎหมายต้องยืดหยุ่น

กติกาและการกำกับดูแลต้องปรับตัวได้ทันเทคโนโลยี และเอื้อให้หลายภาคส่วนทำงานร่วมกัน

03 — การลงทุนต้องคุ้มค่า

ลงทุนอย่างมีมาตรฐานกลาง หลีกเลี่ยง Vendor Lock-in และคิดถึงต้นทุนการเชื่อมระบบในอนาคต

04 — คุณค่าต้องโดนใจประชาชน

ปลายทางของทุกโครงการคือชีวิตที่ดีขึ้นของคนในเมือง ไม่ใช่จำนวนอุปกรณ์ที่ติดตั้ง

บรรยากาศช่วงท้ายของรายการคิดเพื่อชาติ ตอน Smart Communication for Smart City

ช่วงท้ายของรายการ "คิดเพื่อชาติ" กับบทสรุปว่าเมืองอัจฉริยะต้องวัดจากคุณค่าที่ประชาชนได้รับ

เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้คนฉลาดขึ้น การพัฒนาคนต้องเกิดจากการศึกษา การฝึกฝน และการพัฒนาวิธีคิด

รศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต · อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรทัศน์และวิทยุ กสทช.


Smart City คือเมืองที่ทำให้คนมีชีวิตดีขึ้น

สิ่งที่ได้จากบทสนทนานี้คือ Smart City ไม่ใช่เรื่องของการทำให้เมืองเต็มไปด้วยเทคโนโลยี แต่คือการใช้เทคโนโลยีการสื่อสาร ข้อมูล และระบบกำกับดูแลมาทำงานร่วมกัน เพื่อทำให้คนในเมืองมีชีวิตที่ดีขึ้น

โครงข่ายที่แข็งแรง ข้อมูลที่เชื่อมถึงกัน และการกำกับดูแลที่ทำหน้าที่ประสานมากกว่าควบคุม จะมีความหมายก็ต่อเมื่อ คนในเมืองพร้อมและได้ประโยชน์จริง

เมืองที่ฉลาดจริง จึงไม่ได้วัดจากจำนวนเซนเซอร์หรือแอปพลิเคชัน แต่วัดจาก คุณค่าที่ประชาชนรู้สึกได้ ในชีวิตประจำวัน

สมการ Smart City
Smart City = Smart Infrastructure + Smart Communication + Smart Data + Smart Governance + Smart People
โดยมี ประชาชนและคุณภาพชีวิต อยู่ตรงกลางของทุกองค์ประกอบ
แชร์บทความนี้
กลับไปหน้า Works