รายการ "คิดเพื่อชาติ" ตอน "ยกระดับโครงข่ายอินเทอร์เน็ตจากอวกาศ สู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างเท่าเทียม" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการนำเสนอผลการศึกษาจากหลักสูตร ปกส. รุ่นที่ 2 ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ TNN2 เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569
รายการ “คิดเพื่อชาติ” ทาง TNN กับประเด็นอินเทอร์เน็ตจากอวกาศและความเท่าเทียมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ภาพรวมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทย: ตัวเลขสวยแต่ยังมีช่องว่าง
ประเทศไทยมีพัฒนาการด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่น่าประทับใจ จากดัชนีความพร้อมของเครือข่าย ไทยอยู่ในอันดับที่ 44 ของโลก และอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย
โทรศัพท์มือถือ
อินเทอร์เน็ต
เข้าถึงอินเทอร์เน็ต
แต่ตัวเลขเหล่านี้ซ่อน ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง ไว้อย่างมีนัยสำคัญ ประชากรราว 3.4–3.5 ล้านคนที่ยังเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ตพื้นฐาน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่ทุรกันดาร ซึ่งการขยายโครงข่ายภาคพื้นดินไม่คุ้มค่าเชิงพาณิชย์ ต้นทุนการตั้งเสาสัญญาณเพียงหนึ่งต้นอยู่ในระดับหลักล้านบาท ในขณะที่ชุมชนมีประชากรอาศัยอยู่เบาบาง
World Bank เคยระบุว่า ทุกๆ 10% ที่อัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น จะช่วยผลักดัน GDP ของประเทศให้โตได้สูงสุดถึง 1.4% และถ้าโอกาสการจ้างงานเพิ่มขึ้น 13.2% จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนได้เกือบ 4 เท่า
ดาวเทียมวงโคจรต่ำ: เทคโนโลยีที่เปลี่ยนเกม
อินเทอร์เน็ตจากดาวเทียมไม่ใช่เรื่องใหม่ — แต่ที่ผ่านมาเราพึ่งพาดาวเทียม GEO (Geostationary Orbit) ที่อยู่สูงกว่า 35,000 กิโลเมตร ค่าใช้จ่ายสูงและ Latency สูง จานรับสัญญาณขนาดใหญ่ คนทั่วไปเข้าถึงได้ยาก
GEO Satellite รุ่นเก่า
โคจรสูง 35,000 กม. · Latency สูง 500–700 ms · จานใหญ่ · ค่าบริการแพง · เหมาะสำหรับองค์กรขนาดใหญ่
LEO Satellite ยุคใหม่
โคจรต่ำ 550–1,200 กม. · Latency ต่ำ 20–40 ms · Plug and Play · ราคาเข้าถึงได้ · ครอบคลุมพื้นที่ห่างไกล
ตัวอย่างที่น่าสนใจคือกรณีประเทศฟิจิ ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นหมู่เกาะหลายร้อยเกาะ มีข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์เช่นเดียวกับบางพื้นที่ของไทย ฟิจิเลือกใช้ดาวเทียม LEO แบบ Plug and Pay ซึ่งช่วยลดต้นทุนได้ถึง 13–17 เท่า เมื่อเทียบกับการขยายโครงข่ายภาคพื้นดิน
ในบริบทประเทศไทย กลุ่มเป้าหมายไม่ใช่แค่พื้นที่ห่างไกลในป่าเขา แต่รวมถึงชุมชนในจังหวัดที่ดูเหมือนไม่ห่างไกล อย่างพิษณุโลก ที่ยังมีชุมชนบางส่วนไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้เนื่องจากผลตอบแทนทางธุรกิจของภาคเอกชนไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน
NBTC และ GISTDA: สองพลังขับเคลื่อนจากสองมิติ
ในการสนทนา ตัวแทนจากสองหน่วยงานหลักได้ให้มุมมองที่น่าสนใจมากว่าเทคโนโลยีอวกาศไม่ได้เซิร์ฟแค่การสื่อสารโทรคมนาคม
NBTC (กสทช.) Regulator
กำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมและดาวเทียมสื่อสาร ดูแลกองทุน USO เพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ที่ภาคเอกชนไม่ลงทุน และเป็นตัวแทนประเทศในการประสานงานกับ ITU เรื่องวงโคจรและคลื่นความถี่
GISTDA Space Agency
รับผิดชอบดาวเทียมสำรวจทรัพยากร (THEOS) ข้อมูลภูมิสารสนเทศ ระบบ Early Warning ภัยพิบัติ และโครงสร้างพื้นฐานการประกอบทดสอบดาวเทียมระดับชาติ รองรับผู้ประกอบการ SME และสถาบันการศึกษา
ที่น่าสนใจคือ GISTDA ไม่ได้ทำงานแค่เรื่องดาวเทียมสำรวจ แต่ยังมีบทบาทในการสร้าง ห่วงโซ่มูลค่าอุตสาหกรรมอวกาศ ตั้งแต่ต้นน้ำ (การสร้างดาวเทียม ชิ้นส่วน Payload) กลางน้ำ (การแปรผลข้อมูล AI-driven) และปลายน้ำ (การประยุกต์ใช้ เช่น Carbon Credit จากภาพถ่ายดาวเทียม)
ในสถานการณ์ภัยพิบัติ ดาวเทียมของไทยมีบทบาทสำคัญในการติดตาม Hotspot ไฟป่า, PM 2.5, การตรวจพื้นที่วิกฤต และระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า โดยมีการติดตามสถานการณ์ทุกวันเช้าและบ่าย
มุมมองจากสำนักงาน กสทช. และ GISTDA ต่อบทบาทของเทคโนโลยีอวกาศและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
โจทย์ด้านกฎหมาย: วงโคจรคือสมบัติของชาติหรือสิทธิ์ชั่วคราว?
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดจากการสนทนาคือเรื่องกฎหมาย โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 60 ที่บัญญัติว่า วงโคจรดาวเทียมเป็นสมบัติของชาติ
ในความเป็นจริง ตามกฎหมายระหว่างประเทศและ ITU — วงโคจรและคลื่นความถี่ในห้วงอวกาศไม่ได้อยู่ภายใต้อธิปไตยของรัฐใดรัฐหนึ่ง แต่เป็นสิทธิ์การใช้ประโยชน์ร่วมกันของมนุษยชาติ ถ้าไม่ใช้ก็ต้องส่งคืน
สิ่งที่ประเทศไทยมีจริงๆ จึงไม่ใช่ "ทรัพย์สิน" แต่คือ สิทธิ์การใช้คลื่นความถี่และตำแหน่งวงโคจร ที่ได้มาจากการ Filing กับ ITU หากไม่ใช้ก็ต้องส่งคืน ข้อเสนอจากการศึกษาคือควรมีการปรับถ้อยคำในกฎหมายลูกให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้การบริหารจัดการวงโคจรทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ติดขัดในทางปฏิบัติ
ในด้านการกำกับดูแล NBTC ย้ำว่าไม่ได้ปิดกั้นเทคโนโลยีใด เพียงแต่การอนุญาตให้ดาวเทียมสื่อสารวงโคจรต่ำของต่างชาติเข้ามาให้บริการในไทยต้องผ่านกระบวนการที่ถูกกฎหมาย โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการโทรคมไทยหลายรายที่เป็นพาร์ทเนอร์กับผู้ให้บริการดาวเทียมต่างชาติ สามารถให้บริการได้แล้ว
ข้อเสนอเชิงนโยบาย: จากรายงานการศึกษาหลักสูตร ปกส. รุ่น 2
รายงานที่นำเสนอในรายการเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการบริหารการกำกับดูแลและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ปกส.) รุ่น 2 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง กสทช. และสถาบันพระปกเกล้า ข้อเสนอเชิงนโยบายที่น่าสนใจมีดังนี้
ส่งเสริมการใช้ดาวเทียม LEO เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเสริม เพื่อให้บริการในพื้นที่ที่ไม่คุ้มค่าเชิงพาณิชย์สำหรับโครงข่ายภาคพื้นดิน
ปรับรูปแบบกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กทปส.) ให้สนับสนุนการใช้ดาวเทียม LEO เพื่อลดความเหลื่อมล้ำได้โดยตรง
ทบทวนถ้อยคำในกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับวงโคจรดาวเทียม เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและสนับสนุนความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ
สนับสนุน SME และสถาบันการศึกษาให้เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานการประกอบทดสอบดาวเทียมของ GISTDA เพื่อสร้างห่วงโซ่มูลค่าอุตสาหกรรมอวกาศในประเทศ
หัวใจของข้อเสนอทั้งหมดคือการเปลี่ยนจาก "รัฐควบคุม" สู่ "รัฐบริการ" — ไม่ใช่การกำกับที่เข้มงวดจนขัดขวางนวัตกรรม แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้เกิดการให้บริการและการเข้าถึงอย่างเท่าเทียม
เทคโนโลยีอวกาศ ไม่ใช่แค่เรื่องของนักวิทยาศาสตร์
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดจากบทสนทนานี้คือการที่ทั้งสองหน่วยงานพูดถึงเรื่องเดียวกัน นั่นคือ ความเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นดาวเทียมสื่อสารที่นำอินเทอร์เน็ตมาสู่ชุมชนห่างไกล หรือดาวเทียมสำรวจที่ให้ข้อมูลภูมิสารสนเทศแก่ภาครัฐในการวางแผนและบริหารทรัพยากร
ประเทศไทยมีความพร้อมพื้นฐานที่ดีมาก ทั้งในแง่ดัชนีโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร แต่ความท้าทายอยู่ที่การ "ปิดช่องว่าง 4–5%" สุดท้ายนั้น ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่โครงข่ายพาณิชย์ปกติไม่ไปถึงและไม่มีแรงจูงใจเชิงธุรกิจให้ไป ดาวเทียม LEO อาจเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับโจทย์นี้
และถ้าการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตนำมาซึ่งการเติบโตทาง GDP และโอกาสการจ้างงานตามที่ World Bank ระบุ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจากอวกาศจึงไม่ใช่แค่เรื่องการมีเพื่อให้ทั่วถึง แต่คือ การลงทุนเพื่ออนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศ