ปีที่แล้วผมขึ้นเวที NBTC Symposium 2025 ในบทบาท Moderator ของ Session ว่าด้วย Space Economy ไทย ปีนี้ผมกลับมาที่เวทีเดียวกันอีกครั้ง แต่สลับบทมาเป็นผู้อภิปราย ใน Session 7 หัวข้อ “Data Sovereignty in a Connected World: Securing Thailand’s Digital Future” ซึ่งเป็นเวทีปิดท้ายของงานภายใต้แนวคิด “Beyond Volatility: Harnessing Resilience Through Dialogue” สองหัวข้อนี้ดูเหมือนคนละเรื่อง แต่ในความรู้สึกของผมมันต่อกันพอดี ปีที่แล้วเราคุยกันว่าดาวเทียมและอวกาศจะสร้างมูลค่าบนพื้นโลกได้อย่างไร ปีนี้คำถามขยับมาอีกขั้น — เมื่อข้อมูลของคนไทยเดินทางผ่านทั้งสายเคเบิลใต้น้ำ ดาวเทียม Cloud และ AI แล้ว ใครกันแน่ที่มีอำนาจเหนือข้อมูลเหล่านั้น บทความนี้คือการเรียบเรียงสิ่งที่ผมเตรียมไปและได้แลกเปลี่ยนบนเวที โดยใช้สไลด์ที่นำเสนอจริงเป็นภาพประกอบทีละหน้าครับ
ผู้ร่วมเวที Session 7
สิ่งที่ทำให้เวทีนี้มีน้ำหนัก คือองค์ประกอบผู้อภิปรายที่ครอบคลุมเกือบทุกชั้นของเรื่องนี้ ตั้งแต่กฎหมาย ความมั่นคงไซเบอร์ โครงข่าย ไปจนถึงผู้ให้บริการที่อยู่ใกล้ลูกค้าที่สุด
ดำเนินรายการโดย Ms. Theetanun Rattanasanyanuphap Executive Director of Policy Assessment Bureau, Office of the NBTC
บรรยากาศบนเวที Session 7 · Data Sovereignty in a Connected World
เวทีแบ่งเป็นสามรอบ บทบาทของผมคือการพาผู้ฟังมองเรื่องนี้ผ่านโครงสร้างพื้นฐาน เพราะไม่ว่าข้อมูลจะอยู่บน Cloud, AI หรือ Data Center สุดท้ายมันต้องเดินทางผ่านโครงข่ายโทรคมนาคมเสมอ
Data Sovereignty คืออะไร
เราควบคุมข้อมูลได้ที่จุดไหน และอย่างไร
ประเทศไทยควรทำอะไรต่อ
Round 1 · คำถามที่ผิด กับคำถามที่ถูก
เวลาพูดถึง Data Sovereignty คนส่วนใหญ่มักนึกถึงสิ่งเดียว คือ “ต้องเก็บข้อมูลไว้ในประเทศ” หรือ Data Localisation ซึ่งไม่ผิด แต่ไม่พอ
ข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ใน Data Center ในประเทศไทย อาจยังถูกประมวลผลด้วยซอฟต์แวร์ของต่างชาติ อยู่บน Cloud ที่อยู่ใต้กฎหมายประเทศอื่น และวิ่งผ่านเส้นทางที่เราไม่ได้เป็นผู้กำหนด ในทางกลับกัน ข้อมูลบางประเภทที่อยู่นอกประเทศ เราอาจยังควบคุมได้ดี หากเรามีสัญญา มาตรฐาน และทางเลือกที่ชัดเจน
คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ “Data อยู่ที่ไหน?” แต่คือ “ใครมีอำนาจตัดสินใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับ Data นั้น?”
แนวคิดนี้ต่อเนื่องกับสิ่งที่เวทีตั้งไว้ตั้งแต่ต้น คือ Data Openness Continuum — ข้อมูลไม่ได้มีแค่สองทาง ปิดทั้งหมด หรือเปิดอย่างไร้ข้อจำกัด แต่เป็นการกำหนดระดับการเข้าถึง การแบ่งปัน และการควบคุม ให้เหมาะกับคุณค่าและความเสี่ยงของข้อมูลแต่ละประเภท และเป้าหมายปลายทางคือ Strategic Autonomy ไม่ใช่การปิดประเทศ
สไลด์นี้คือภาพที่ผมอยากให้ทุกคนเห็นตรงกัน ข้อมูลหนึ่งชิ้นเริ่มจากผู้ใช้ เข้าสู่ Access Network ไม่ว่าจะเป็น 4G/5G, Fibre หรือ Satellite แล้ววิ่งผ่าน Core Network ก่อนออกสู่ International Connectivity ผ่าน Landing Station ไปยัง Cloud, AI หรือ Data Center ที่อาจอยู่สิงคโปร์ ยุโรป หรือสหรัฐฯ
ในภาพผมจำลองให้เห็นว่าเมื่อเส้นทางหลักขัดข้อง ระบบต้องสามารถ reroute ไปเส้นทางอื่นได้ และนั่นคือหัวใจของเรื่อง เพราะ อธิปไตยที่ใช้ไม่ได้ในวันที่ระบบล่ม ก็ไม่ใช่อธิปไตยที่แท้จริง ในมุมโครงสร้างพื้นฐาน ผมจึงเสนอให้วัดความพร้อมด้วยสี่คุณสมบัติ
มีหลายเส้นทาง หลายเทคโนโลยี และหลายผู้ให้บริการ
มีเส้นทางและอุปกรณ์สำรองในทุกชั้นของโครงข่าย
รองรับเหตุขัดข้อง และฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
มองเห็น critical data path ของประเทศได้ครบถ้วน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า bandwidth พอหรือไม่ แต่คือ หากเกิด disruption เรายัง reroute ได้หรือไม่ และเรามองเห็นเส้นทางข้อมูลสำคัญของประเทศมากน้อยเพียงใด ทั้งหมดนี้สรุปลงที่สามคำที่ผมใช้เป็นแกนตลอดการอภิปราย คือ Control, Choice และ Capability
Round 2 · จุดควบคุมกำลังเคลื่อนที่
ถ้ารอบแรกคือการตั้งนิยาม รอบที่สองคือการถามว่า เมื่อข้อมูลไหลข้ามพรมแดน อำนาจนั้นถูกส่งต่อไปอยู่ตรงไหนของสถาปัตยกรรมดิจิทัล
ในอดีต การควบคุมโครงข่ายแทบจะเท่ากับการควบคุมการสื่อสารของประเทศ ใครคุม International Gateway คนนั้นมองเห็นและกำกับการไหลของข้อมูลได้ค่อนข้างชัด แต่วันนี้คุณค่าและอำนาจกำลังขยับขึ้นไปอยู่ที่ Cloud พลังประมวลผล และ AI ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในมือของผู้ให้บริการโทรคมนาคม และหลายส่วนไม่ได้อยู่ในประเทศไทย
ผมแยกระบบนิเวศดิจิทัลออกเป็นเจ็ดชั้น ได้แก่ Access → Core → International Connectivity → Cloud → Compute → Data → AI Model สามชั้นแรก ภาครัฐและผู้ให้บริการโทรคมนาคมยังมองเห็น control point ค่อนข้างชัด ทั้งการเข้าถึงปลายทาง เส้นทางภายในประเทศ และจุดเชื่อมต่อระหว่างประเทศอย่าง IXP และ Submarine Cable แต่ตั้งแต่ชั้นที่สี่ขึ้นไป เมื่อข้อมูลเข้าสู่ Cloud, Platform และ AI การควบคุมเริ่มเปลี่ยนมือไปอยู่กับผู้ให้บริการระดับโลก
จากเจ็ดชั้นนี้ ผมแยกการควบคุมออกเป็นสามระดับที่มักถูกพูดปนกัน
- Connectivity Control — เราควบคุมได้ว่า “ข้อมูลไปทางไหน” แต่ยังไม่ใช่เจ้าของข้อมูล
- Data Control — เรากำหนดได้ว่า “ใครใช้ข้อมูลอะไรได้บ้าง” แต่ยังไม่เท่ากับการควบคุมการประมวลผล
- AI Control — เราควบคุมได้ว่า “โมเดลทำงานอย่างไร” และระบบตัดสินใจแบบไหน
การควบคุมเส้นทาง ไม่ได้แปลว่าเราควบคุมข้อมูล และการควบคุมข้อมูล ก็ไม่ได้แปลว่าเราควบคุม Model หรือ Compute
อีกปัจจัยหนึ่งที่ผมเน้นเป็นพิเศษ และเชื่อมกลับไปที่เวทีปีที่แล้ว คือ Satellite และ LEO Network ในอดีต จุดควบคุมผูกอยู่กับโครงข่ายภาคพื้นดินและ International Gateway แต่เมื่อผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อตรงขึ้นดาวเทียมวงโคจรต่ำ แล้วลงไปที่สถานีภาคพื้นดินในประเทศอื่นได้ control point ที่เราเคยพึ่งพาก็เปลี่ยนไปทันที นี่คือเรื่องที่ทั้งผู้กำกับดูแลและผู้ประกอบการต้องคิดร่วมกันตั้งแต่วันนี้
โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่การพยายามควบคุมทุก Layer ซึ่งเป็นไปไม่ได้และไม่จำเป็น แต่คือการรู้ว่า Critical Control Point อยู่ตรงไหน และ Layer ใดที่เราต้องรักษา Strategic Capability ไว้เอง
Round 3 · อธิปไตย ไม่ได้แปลว่าปิดประเทศ
รอบสุดท้าย ผมได้รับโจทย์ในมุม Investment & Market ซึ่งผมคิดว่าเป็นมุมที่มักถูกมองข้ามเวลาพูดเรื่องอธิปไตย
ในมุมอุตสาหกรรม Data Sovereignty ที่ยั่งยืน ไม่สามารถสร้างด้วย regulation อย่างเดียว เพราะ Data Infrastructure, Cloud และ AI Infrastructure ต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก ถ้ากติกาเข้มเกินไป นักลงทุนก็ไม่มา แต่ถ้าเปิดทุกอย่างโดยไม่มีทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ เราก็อาจกลายเป็นเพียงผู้ใช้โครงสร้างพื้นฐานของต่างประเทศ
Strategic Autonomy ≠ Digital Isolation — เป้าหมายไม่ใช่การปิดประเทศทางดิจิทัล แต่คือการมีอำนาจต่อรอง มีทางเลือก และมีความสามารถกำหนดทิศทางของตนเอง
ผมเสนอสามเรื่องที่รัฐทำได้ เพื่อให้เอกชนกล้าลงทุนโดยไม่ทำลายความสามารถในการแข่งขัน
กติกาที่ technology-neutral ชัดเจน คาดการณ์ได้ และไม่เปลี่ยนบ่อย
ระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุน ทั้งไฟฟ้า connectivity spectrum ที่ดิน และกระบวนการอนุมัติ
ลดการผูกติดด้วย interoperability, portability และแนวทาง multicloud
เรื่องที่สามสำคัญมากในความเห็นของผม เพราะอำนาจต่อรองของประเทศไม่ได้มาจากการเป็นเจ้าของทุกอย่าง แต่มาจากการที่เรา สามารถย้ายออกได้ หากเงื่อนไขไม่เป็นธรรม ประเทศที่ถูกล็อกไว้กับผู้ให้บริการรายเดียว ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศ ก็ไม่มีอธิปไตยในทางปฏิบัติ
ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของทุกอย่าง แต่เราต้องไม่อยู่ในสถานะที่ไม่มีทางเลือก
มองไปข้างหน้า: จุดแข็งและช่องว่างของไทย
คำถามที่ผู้ดำเนินรายการถามผมคือ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยวันนี้พร้อมแค่ไหน และอะไรคือจุดแข็งกับช่องว่างที่ต้องเร่งยกระดับ
ผมตอบด้วยความรู้สึกที่คล้ายกับเวทีปีที่แล้ว — ประเทศไทยไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เรามีโครงข่ายมือถือ 4G/5G และ Fibre ที่ครอบคลุมในระดับที่หลายประเทศในภูมิภาคยังไปไม่ถึง มีผู้ประกอบการที่แข็งแรง และมีการลงทุน Data Center ที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่ความพร้อมในยุคนี้ต้องวัดมากกว่าแค่ความเร็วและ coverage
- พร้อมแค่ไหน? — อย่าดูแค่ Coverage
ความพร้อมต้องวัดจาก Capacity, Diversity, Redundancy และ Control เพราะคำถามต่อไปไม่ใช่ว่าเครือข่ายเร็วแค่ไหน แต่คือเครือข่ายยืดหยุ่นแค่ไหน - ช่องว่างอยู่ตรงไหน? — Control Point กำลังเปลี่ยน
ในอดีตห่วงโซ่จบที่ Access → Core → International Gateway แต่วันนี้ต่อยาวไปถึง Cloud → Compute → AI ช่องว่างของเราจึงอยู่ที่ปลายทางที่ข้อมูลถูกประมวลผล เพราะคุมเส้นทางได้ ไม่เท่ากับคุมปลายทาง - ต้องยกระดับอะไร? — Infrastructure Resilience ผ่าน 3D
Diversity หลายเส้นทาง หลายเทคโนโลยี · Distribution กระจาย Cloud, IX, Data Center และ Compute · Decision / Control เห็นจุดควบคุม reroute ได้ และ recover ได้
Control · Choice · Capability
ก่อนจบเวที วิทยากรทุกท่านได้รับโจทย์ให้ฝาก Key Message สั้น ๆ ว่า ถ้าประเทศไทยต้องเริ่มเรื่อง Data Sovereignty ตั้งแต่วันนี้ ควรเริ่มทำอะไรทันที
สำหรับผม สิ่งแรกที่ควรเริ่มคือ ทำแผนที่การพึ่งพาและจุดควบคุมสำคัญของระบบดิจิทัลไทยให้ชัด ว่าข้อมูลสำคัญของประเทศวิ่งผ่านเส้นทางไหน ไปจบที่ใคร และหากจุดใดจุดหนึ่งล่ม เรามีทางเลือกหรือไม่ เพราะเราไม่สามารถปกป้องสิ่งที่เรามองไม่เห็น และเราไม่สามารถต่อรองได้ถ้าไม่มีทางเลือก
- Data Sovereignty ไม่ใช่เพียงการเก็บข้อมูลไว้ในประเทศ แต่คือความสามารถในการกำหนดเงื่อนไขการใช้ข้อมูล ตรวจสอบการเข้าถึง และบริหารความเสี่ยง
- ต้องรักษาความต่อเนื่องของบริการได้ตลอดห่วงโซ่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ตั้งแต่โครงข่ายจนถึง AI
- ผู้กำกับดูแลกับผู้ประกอบการต้องเดินไปด้วยกัน เพื่อให้ความมั่นคง ความสามารถในการแข่งขัน และนวัตกรรม ไปพร้อมกันได้
NBTC Symposium 2026 · 9 ตุลาคม 2569 · Vimarn Ballroom, Dusit Thani Bangkok
อธิปไตยดิจิทัล โดยไม่สร้างกำแพงดิจิทัล
หลังจบเวที สิ่งที่ผมได้กลับมาคือความมั่นใจว่า ไทยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของทุก infrastructure แต่ต้องมีทางเลือก ความยืดหยุ่น และ control point ที่ชัดเจน
ขอขอบคุณสำนักงาน กสทช. ที่จัดเวทีนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง ขอบคุณผู้ดำเนินรายการ และผู้ร่วมอภิปรายทุกท่านที่ทำให้เรื่องที่ซับซ้อนอย่างอธิปไตยทางข้อมูล ถูกมองครบทั้งมิติกฎหมาย ความมั่นคง โครงข่าย และธุรกิจในเวทีเดียว
ตรงกับธีมของปีนี้ที่ว่า ความยืดหยุ่นของประเทศ เริ่มต้นจากการคุยกันจริง ๆ ครับ
อ่านต่อ